HOME     SEMINARS

Special Interview

ฝรั่งฝากถึงรัฐบาลไทย
โดย กอง บก.ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์

ระหว่างขับรถขึ้นไปยังเมืองซันนีเวลล์ ตอนใต้ของซานฟรานซิสโกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อสัมภาษณ์ คุณ คริส ไทเล่อร์ ตัวแทนขององค์กรเอ็นจีโอชื่อ "เอ็นเกจ" (ENGAGE) ผู้เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความชอบธรรมให้กับข้าวหอมมะลิไทยนั้น ยอมรับว่า ลึกๆ ในใจแล้ว เรายัง "แคลงใจ" อยู่พอสมควร

เพราะข้อมูลของคุณคริสที่บอกว่า ระหว่างที่เขาเป็นนักศึกษาของเพ็นน์สเตท ยูฯ รัฐเพ็นซิลเวเนีย เมื่อปี 1999 หรือประมาณสี่ปีที่ผ่านมา เขาได้สมัครเข้าโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยนของ CIEE (the Council on International Educational Exchange) เดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นเวลาเกือบปี และเห็นความทุกข์ยากของชาวนาอีสานถึงขั้นต้องเป็นหัวหอกออกมาต่อสู้ ปกป้องไม่ให้ข้าวหอมมะลิไทยกระทบกระเทือนจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมในวันนี้นั้น

เรานึกในใจว่า เพียงแค่เวลาไม่ถึงปีของนักศึกษาอเมริกันคนหนึ่งในเมืองไทย จะเข้าใจความทุกข์ยากชนชั้นกระดูกสันหลังของชาติได้สักแค่ไหน... เข้าใจอย่างที่เราเคยได้ยินมาหรือไม่ว่าชีวิตชาวนานั้นเปรียบเหมือน "...เป็นบทเพลงเสียงเพลงแห่งความตาย ความเป็นคนสลายลงไปพลัน กระฎุมพี กินแรงแบ่งชนชั้น ชนชั้นชาวนาจึงต่ำลง เหยียดหยามชาวนาว่าป่าดง สำคัญมั่นคงคือความตาย..."

หรือเป็นเพียงแค่ "กิจกรรม" หนึ่งขององค์กรเอ็นจีโอ (Non Governmental Organization) เพื่อหาทุนสนับสนุนให้อยู่รอดไปวันๆ ส่วนความจริงใจกับปัญหานั้น ยังเป็นเรื่องที่ไม่เคลียร์นัก

แต่เมื่อเราได้พบกับ คริส ไทเล่อร์ อเมริกันหนุ่มร่างสูงวัย 25 ที่ร้านไทยเบซิล ของ เจือ รัตนพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานกับกลุ่มเอ็นเกจ ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ แล้ว เขาสามารถลบล้างความแคลงใจดังกล่าวของเราได้หมดสิ้น ตั้งแต่ความสามารถในการ "พูดภาษาไทย" ได้อย่างชัดเจน และสื่อสารได้เหมือนกับเป็นภาษาที่สองเขา

แต่นั่นยังไม่สร้างความประทับใจให้กับเราได้เท่าการที่เขานั่งลงแล้วพูดถึง "ข้าว" ให้กับคนที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักอย่างเราฟังเป็นฉากเป็นตอนว่า เป็นยิ่งกว่าสินค้าส่งออกสำคัญของไทย แต่หมายถึงถึงการผูกพันทางวัฒนธรรม ประเพณี เทศกาล และอื่นๆ ของความเป็นไทยอย่างแยกไม่ออก

"ผมชอบข้าวหอมมะลิ เพราะเวลากำลังกินข้าวก็รู้สึกว่าสนับสนุนวัฒนธรรมไทย สนับสนุนชาวนาที่ปลูกข้าวอันนี้ และก็...อร่อยด้วย..."

ทัศนคติและมุมมองของคุณคริส ไทเล่อร์ ที่เราได้รับฟังในช่วงสั้นๆ ทำให้เรานั่งลงและตั้งใจฟังเขาพูดมากขึ้น

เขาปูพื้นถึง "ข้าวหอมมะลิ" ให้เราว่าเป็นข้าวที่ตลาดโลกรู้จักดีในด้านกลิ่นหอม และความนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันปลูกได้เฉพาะทางภาคอีสานของไทยโดยชาวนาประมาณ 5 ล้านครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่คือคนยากจน มีหนี้สินรุงรัง

คุณคริสลงลึกไปถึงรายได้เฉลี่ยของชาวนาไทยต่อปีด้วยว่า ในปีที่เขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่ขอนแก่นนั้น รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของชาวนาไทยอยู่ที่ 26,822 บาท (600 ดอลลาร์) ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรไทยทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 78,875 บาท (1,800 ดอลลาร์) อย่างเทียบไม่ติด...

นั่นคือสิ่งที่ "ฝรั่ง" ผู้ไปคลุกคลีกับชาวนาไทยเพียงไม่ถึงปีบอกกับเรา...
ทุกวันนี้ สหรัฐฯ คือตลาดใหญ่ที่สุดของข้าวจากเมืองไทย คือ 90 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนส่งออกทั้งหมด และในปี 2000 นั้น สหรัฐฯ นำเข้าข้าวจากไทยมากถึง 243,000 ตัน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นข้าวหอมมะลิถึง 200,000 ตัน ซึ่งความต้องการของตลาดสหรัฐฯ ดังกล่าวนี้ กำลังอยู่ในสภาวะ "คลอนแคลน" เพราะเหตุผลหลักสองประการ คือ การเอาเปรียบทางการค้าของบริษัทในอเมริกา และความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม "ไบโอเทค"

ประเด็นการเอาเปรียบทางการค้าของบริษัทในอเมริกานั้น คุณคริสเขาหมายถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ โดยคณะกรรมการการค้าของรัฐบาลกลาง (the US Federal Trade Commission หรือ FTC) ยินยอมให้บริษัทในเท็กซัสชื่อ "ไรซ์เทค" จดทะเบียนสินค้าข้าวยี่ห้อ "จัสมาติ" ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเอาคำว่า "จัสมิน ไรซ์" ของไทย และ "บัสมาติ" อันเป็นข้าวที่โด่งดังของอินเดียมา "สมาส" กัน

ด้วยเจตนาที่เห็นเด่นชัดว่า ต้องการสร้างความสับสนให้ผู้ซื้อคิดว่า ตนเองได้ซื้อ "จัสมินไรซ์" กลับบ้านไปแล้ว ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

ที่น่าห่วงก็คือ ข้าวถุงยี่ห้อ "จัสมาติ" ซึ่งยืนยันว่ามีวางจำหน่ายแล้วในบางรัฐของอเมริกานั้น นอกจากชื่อจะฟังดูคล้าย "จัสมิน" ของไทยแล้ว ยังมีการโฆษณาใต้ชื่อว่า "The American Jasmine rice" หรือ "ข้าวหอมมะลิอเมริกัน" ด้วย... ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่

คุณคริส ไทเล่อร์ บอกว่า เม็ดข้าวสารในถุงจัสมาตินั้น คือข้าวพันธุ์ที่เรียกว่า "เดลต้า" ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวอเมริกันที่แปลงมาจากข้าวพันธุ์เบอร์โทน ของอิตาลี่ ไม่ได้มีความนุ่มความหอมแบบข้าวหอมมะลิของไทยเลย...

ตรงนี้ องค์กรเอ็นเกจ พยายามสู้ว่า การใช้ชื่อดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค หรือ Misleading Labeling คือพยายามชงเรื่องให้เอฟทีซีทราบว่า ผู้บริโภค ซึ่งก็คือคนอเมริกันนั่นแหละ กำลังถูกทำให้สับสนและเข้าใจผิดกับการกระทำของบริษัทไรซ์เทค... ซึ่งตรงนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเอฟทีซี จะรับฟัง

เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปี 2001 หน่วยงานเอฟทีซี เคยปฏิเสธองค์กรข้อทักท้วงของอินเดียและรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการจดทะเบียนข่าว "จัสมาติ" มาแล้วหนหนึ่ง โดยหนนั้นเอฟทีซีปฏิเสธชนิดไม่มีเยื่อใยด้วยเหตุผลสามข้อ

1. เอฟทีซี ต้องคำนึงถึงผู้บริโภค และผู้ประกอบการอเมริกันมากกว่าผู้ผลิต (ตัวดำๆ ในโลกที่สาม)
2. ไม่ปรากฎผลเสียหายที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจน
3. กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ยืนยันมายังเอฟทีซี ว่า จัสมินไรซ์ และบัสมาติ ไรซ์ คือสายพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใด หรือประเทศใดมาอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของได้

คุณคริสบอกว่า ตอนนี้ เอทีซี ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยุ่งกับการจดสิทธิบัตร "จัสมาติ" ดังกล่าว จนกว่าจะรู้ว่ารัฐบาลไทยก็กำลังทำงานเพื่อพยายามปกป้องชื่อจัสมินไรซ์เช่นกัน...

ดังนั้น ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อเรื่องนี้จึงเป็น "ฐานที่มั่นคง" ของการต่อสู้ครั้งนี้ เช่นเดียวกับที่องค์กรของอินเดียได้รับแรงสนับสนุนแข็งขันจากรัฐบาลประเทศอินเดียเช่นกัน

"สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ก็คือ ต้องการให้รัฐบาลไทยแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการปกป้องจัสมินไรซ์สำหรับการส่งออก โดยบอกว่าเป็นสินค้าที่สามารถบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้ และเมื่อนั้น เราจึงจะไปหาเอฟทีซีของอเมริกัน และบอกเขาได้ว่า เยส คนในประเทศผู้ผลิตเขาต้องการให้คุณยอมรับว่า ถ้าไม่มีกลิ่นแบบนี้ หรือมาจากที่นี่ ก็จะไม่สามารถขายได้ในนามจัสมินไรซ์ และเมื่อนั้น เอฟทีซีก็อาจรับพิจารณา แต่มันก็พูดยาก เพราะเอฟทีซีก็คือหน่วยงานของรัฐบาล ส่วนหนึ่งรัฐบาลก็ต้องทำงานโดยมีเป้าหมายในการสนับสนุนบริษัทอเมริกัน มันยุ่งยาก เรารู้ แต่อย่างน้อยเราก็มีจุดยืนที่ดีกว่า หากมันมาจากไทยแลนด์โดยตรง" คุณคริสบอก

ประการที่สองที่องค์กร "เอ็นเกจ" บอกว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงถึงข้าวหอมมะลิไทย จนต้องเต้นผางออกมาเรียกร้องหาแนวร่วมเพื่อช่วยเหลือก็คือ ประเด็นความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไบโอเทค (Biotech Industry) ที่เชื่อว่าอีกไม่นาน เราคงได้เห็น "ข้าวหอมมะลิ" เมดอินยูเอสเอ กันแน่นอน

ตรงนี้คงต้องท้าวความไปถึง ศาสตราจารย์ คริส ดีเรน ของสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและเกษตรกรรมของมหาวิทยาลัยฟลอริด้า ซึ่งได้เริ่มต้นการปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมมะลิของไทยมาตั้งแต่ปี 1995 และใช้กระบวนการฉายแสงแกมม่า (และอื่นๆ) จนประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง สามารถผลิตข้าวหอมมะลิกลายพันธุ์ (ซึ่งคุณคริสเรียกว่า ข้าวหอมมะลิฉบับเลียนแบบ) ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวน้อยลง และความสูงของต้นน้อยลง เพื่อให้เหมาะสมกับการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักร

โครงการข้าวหอมมะลิเวอร์ชั่นเลียนแบบนี้ เป็นโครงการของกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ และอยู่ระหว่างทดลองปลูกที่เท็กซัสและฟลอริด้า

ตรงนี้น่าห่วง เพราะถ้าเขาทำได้สำเร็จเต็มรูปแบบ ปลูกข้าวหอมมะลิเต็มพื้นที่เท็กซัส ฟลอริด้า และรัฐกสิกรรมอื่นๆ จนเพียงพอต่อความต้องการในประเทศแล้ว...

เขาจะซื้อ ไทยจัสมินไรซ์ มาทำ...ขอประทานโทษ... ทำ "ซาก" อะไร...
ท้วงคุณคริสนิดหน่อยว่า ประเทศนี้เขาชูระบบการค้าเสรี เราจะไปทำอะไรได้... คุณคริสพยักหน้าหงึกหงักรับ แต่บอกว่า "ในนามของคำว่า "ฟรีเทรด" บางคนอาจบอกว่า เราจะทำอะไรก็ได้อย่างที่ต้องการ เพราะฟรีเทรดหมายถึงทำอะไรก็ได้เพื่อประสบความสำเร็จในเชิงการค้า แต่เราก็ต้องดูที่ขนาดของผู้เล่นด้วย มันไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างบริษัทใหญ่ในอเมริกาที่ขายและทำตลาดทั่วอเมริกาในการส่งข้าวหอมมะลิเลียนแบบราคาถูกๆ กับชาวนาไทยที่ส่งข้าวมาจากเมืองไทย มันไม่ใช่การแข่งขันที่สมเหตุผล ไม่มีทางที่ชาวนาไทยจะอยู่รอดได้ในตลาดนี้ เราห่วงกันมากกับการขยายพันธุ์ข้าวหอมมะลิเลียนแบบ ในการตัดราคาของข้าวจากหอมมะลิไทย"

จากเอกสารที่คุณคริส ไทเล่อร์ ยื่นให้เราอ่าน ระบุว่า ณ วันนี้ ข้าวที่ปลูกในอเมริกาขายกันในราคา 340 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิจากไทยนั้นขายแพงกว่าเยอะ คือ 520 ดอลลาร์ต่อตัน เขายอมจ่ายแพงกว่าเพราะคุณภาพข้าวหอมมะลิของไทยเรายอดเยี่ยมกว่าข้าวอเมริกันชนิดเทียบกันไม่ติด... แต่หากมีการปรับปรุงคุณภาพข้าวของอเมริกาให้มีคุณสมบัติความหอม ความนุ่มใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย แต่ราคาถูกกว่า..อะไรจะเกิดขึ้นล่ะครับ...

คุณคริสบอกว่า ทุกวันนี้ แม้ข้าวหอมมะลิจะขายได้ราคาในตลาดต่างประเทศ แต่ราคาที่ชาวนาไทยขายได้นั้นก็เพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น

"มันถูกมากอยู่แล้ว ลดราคาลงไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้เขาก็อยู่ไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าต้องลดลงอีกเขาก็ตายกันหมดพอดี" คุณคริสบอก...

ปี 2001 นั้น ไทยส่งข้าวหอมมะลิมาอเมริกามากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของที่ผลิตได้ทั้งหมด ทำรายได้เข้าประเทศสูงถึง 120 ล้านดอลลาร์ หากตัวเลขนี้กระทบกระเทือนแล้วล่ะก็ คนที่จะรับผลตรงที่สุดก็คงเป็น "ชาวนา" อีสานนั่นแหละ หาใช่พ่อค้าเทคโนโลยีที่กำลังนั่งบริหารประเทศไม่...

แว่วๆ มาว่าต่อไปนี้ กระทรวงพาณิชย์จะรณรงค์ให้ข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออก ต้องแปะตรามาว่า "Hom Mali Rice" หรืออะไรทำนองนั้น... หวังจะปั้นคำว่า "หอมมะลิ" ให้เป็นที่รู้จักแทนจัสมินไรซ์...

ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับไม่ให้ใช้คำว่า "จัสมินไรซ์" ในการส่งออก ทั้งที่ไทยเราน่าจะเป็นคนที่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมกับชื่อนี้มากที่สุดในโลก...

หากเราลอง "เสิร์ช" หาข้อมูลของ "จัสมินไรซ์" ในอินเตอร์เน็ตแล้ว เชื่อว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลที่พบ จะพ่วงคำว่า "จัสมินไรซ์" มากับ "ไทยแลนด์" เสมอ

คงไม่ผิดหรอกที่จะบอกว่า จัสมินไรซ์ เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นของไทยแลนด์... ยกเว้นในไทยแลนด์...

การต่อสู้เรียกร้องเพื่อทักท้วงการจดสิทธิบัตร "จัสมาติ" ของบริษัทขายข้าวในเท็กซัสนั้น จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ "น้าแอ๊ด คาราบาว" ท่านเคยทักท้วงเอาไว้ในเพลง "อเมริโกย" ตั้งแต่ปี 2518 หรือเมื่อเกือบ 20 ที่แล้วโน่น...ว่า
"...อเมริกาเล่นลิเกปลูกข้าวจ้าว
ขนคนรู้เรื่องข้าวจากเมืองไทย
หลอกไปแลกแจกกระดาษทำด๊อกเตอร์
ด๊อกเตอร์ ด๊อกเตอร์ แหมมันน่าภูมิใจ..
เป็นข้าวไทยพันธุ์ทางกลางเท็กซัส
อเมริกาโยนหมัดคว่ำไทยลงได้
กระแทกพุงยุ้งฉากข้าวไทยกระเพื่อม
จนชาวนาสั่นสะเทือนพลัดตกหลังควาย..."

แอ๊ด คาราบาว ก็โวยแล้ว ฝรั่งที่รู้ค่าของข้าวหอมมะลิและเห็นความทุกข์ยากของชาวนาไทยก็โวยแล้ว องค์กรคนไทยในอเมริกาก็เริ่มขยับกันแล้ว... แต่ท่าทีของรัฐบาลไทยในการออกมาแสดงความเป็นเจ้าของข้าวหอมมะลิไทย ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา

ปัญหาตอนนี้ก็คือ รัฐบาลไทยยังเห็นว่า ข้าวหอมมะลิเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงไม่มีสิทธิ์ไปอ้างความเป็นเจ้าของ ขณะที่ผู้สนับสนุนให้จดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิกลับเห็นว่า ก็ในเมื่อมันมีเฉพาะในเมืองไทย และโด่งดังจนรู้กันทั่วโลกอย่างนี้ น่าจะเป็นสินค้าที่เข้าข่ายเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geografical Indication) ได้

แต่เราเห็นว่า หากรัฐบาลมี "วิชั่น" ไกลพอที่จะเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวนาไทย โดยเฉพาะชาวนาภาคอีสาน จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเล่ห์เหลี่ยมการค้าของอเมริกันแล้วล่ะก็

จดสิทธิบัตรคุ้มครองได้หรือไม่ได้ก็ต้องลองสู้ดูสักตั้ง... ไม่ใช่ปฏิเสธตะพึด และปล่อยให้เอ็นจีโอต่างชาติสู้อยู่ลำพังแบบนี้....

เราขอให้คริสพูดฝากถึงรัฐบาลไทย เป็นภาษาไทย เพื่อขอความร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องนี้ คริสยิ้ม และนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดภาษาไทยค่อนข้างชัดว่า

"ขอให้รัฐบาลไทยสนับสนุนชาวนาชาวไร่เกษตรให้มีการพัฒนาที่มีความดี เพื่อชีวิตดี แล้วก็ขอให้กดดันรัฐบาลอเมริกาให้เข้าใจสถานการณ์ มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศเรื่องการค้าเสรี และการค้าแฟร์เทรด และถ้ามีระบบการค้าแฟร์เทรด ผมว่าจะดีกว่า เพราะฉะนั้นผมขอให้รัฐบาลไทยสนับสนุนกฎหมายการค้าแฟร์เทรด ให้สนับสนุนชาวนาชาวไร่..."

ฝรั่งเขาฝากมาว่าอย่างนี้... รัฐบาลไทยจะว่าอย่างไรครับ.

To donate and for more information, please contact:

ENGAGE
Attn: Laura Millay, National Coordinator
PO Box 336
Surry, Maine 04684
(207) 266-8064


Copyright © 2002 - 2003
Thai Restaurant
Association USA
208 Town & Country Village
Sunnyvale, CA 94086
Phone: 408-774-0244
A partnership between
Jua Rattanaphun -
Thai Basil Inc
and
Dennis Gerlits -
Beach Boy Web Service

Beach Boy Web Service


Designed and Hosted by
Report Problems to Webmaster@Thairausa.com